ฟุตบอลคิงส์คัพครั้งที่ 9
ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย
ระหว่างวันที่ 15 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2519

ทีมเข้าร่วมแข่งขัน 5 ประเทศ คือสาย A มีทีมชาติเกาหลีใต้ (แชมป์เก่า), ทีมชาติสิงคโปร์ และทีมชาติไทยชุดเอ
และสาย B มีทีมชาติมาเลเซีย, ทีมชาติบังคลาเทศ และทีมชาติไทยชุดบี

รอบแรก
15 ธันวาคม 2519 ทีมชาติไทย (เอ) ชนะ ทีมชาติเกาหลีใต้2 - 1 (1 - 1)
19 ธันวาคม 2519ทีมชาติไทย (เอ) ชนะ ทีมชาติสิงคโปร์6 - 0 (6 - 0)
รอบรองชนะเลิศ
23 ธันวาคม 2519 ทีมชาติไทย (เอ) ชนะ ทีมชาติไทย (บี)2 - 1 (0 - 0)
รอบชิงชนะเลิศ
25 ธันวาคม 2519ทีมชาติไทย (เอ) เสมอ ทีมชาติมาเลเซีย)1 - 1 (1 - 0)

.....ทีมชาติไทยชุดเอ (คิงส์คัพ พ.ศ. 2519) จำนวน 17 คน มีดังนี้ คือ


นายยรรยง ณ หนองคาย เป็นโค้ช

นายแถมสิน รัตนพันธ์ เป็นผู้จัดการทีม

พ.อ.อนุ รมยานนท์ นายกสมาคมฟุตบอลฯ


.............ฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 9 (พ.ศ. 2519) ทัวร์นาเม้นต์ของเอเชียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 33 ปี เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลแก่สมาคมฯ เพื่อมอบให้ ทีมชนะเลิศนำไปครอบครอง เป็นเวลา 1 ปี คือการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพของประเทศไทย "คิงส์คัพ" รายการที่ 5 ในวงการ ลูกหนังทวีปเอเชีย นับจากฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์ (พ.ศ. 2491 - ปัจจุบัน), เอเชี่ยนคัพ (พ.ศ. 2499 - ปัจจุบัน), เมอร์เดก้า ของมาเลเซีย (พ.ศ. 2500 - ปัจจุบัน) และฉลองเอกราชของเวียดนามใต้ (พ.ศ. 2501 - 2514)

................ต่อมาจึงมี ปัค จุง ฮี คัพ ที่เกาหลีใต้, เปรสต้า สุกาน ที่สิงคโปร์, อินดิเพนเด้นท์คัพ ที่อินโดนีเซีย, แจแปน คัพ ที่ญี่ปุน ฯลฯ ทำให้ AFC. ต้องควบคุมมาตรฐานการแข่งขันและทุกทัวร์นาเม้นต์ให้จัด 2 ปีต่อครั้ง แต่คิงส์คัพ คือรายการ เดียวยังคงจัดเป็นประจำทุกปี ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ (KIKG'S CUP) จัดครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2511 โดย พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ ยมนาค นายกสมาคมฯ และสภากรรมการฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงมีมติจัดการแข่งขันระดับชาติ และดำเนิน งานตามแนวทาง 5 ข้อ คือเทิดทูนพระเกียรติยศ, สร้างสัมพันธภาพระหว่างประเทศ, ยกมาตรฐานการเล่นฟุตบอล, เผยแพร ่ความนิยม และมอบรายได้โดยเสด็จพระราชกุศล ในรอบชิงชนะเลิศคิงส์คัพ ครั้งที่ 1 ทีมอินโดนีเซียชนะพม่า 1 - 0 คว้าถ้วย พระราชทานเป็นชาติแรก ต่อมาทีมเกาหลีใต้ (พ.ศ. 2512, 2513, 2514, 2516, 2517, 2518) และทีมมาเลเซีย (พ.ศ. 2515) จะชนะเลิศรายการนี้ตามลำดับ ส่วนทีมไทยสร้างผลงานดีที่สุด คือผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายเกือบทุกปี

..............หากครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2512) เท่านั้น เมื่อทีมไทยพ่ายลาว 3 - 4 แล้วตกรอบแรก ทีมชาติไทยชุดเอ (คิงส์คัพ พ.ศ. 2519) จำนวน 17 คน คือผู้รักษาประตู ไชยวัฒน์ พรหมมัญ, เทพพิทักษ์ จันทร์สุเทพ กองหลัง ชายน้อย สงเคราะห์, อำนาจ เฉลิม ชวลิต, กิตติชัย เหล่าเกื้อกูลพงษ์, สุรศักดิ์ ตัณฑดิลก, จำเริญ คำนิล, พัลลภ มะกล่ำทอง (หัวหน้าทีม) กองกลาง ศุภฤกษ์ ชีวะบุตร, วิทยา เลาหกุล, ไพศาล มีอำพัน, สุรพล ธรรมสุจริต กองหน้า เจษฎาภรณ์ ณ พัทลุง, เชิดศักดิ์ ชัยบุตร, สมพร จรรยาวิสูตร, สุรินทร์ เข็มเงิน และวีระยุทธ สวัสดี มี นายยรรยง ณ หนองคาย เป็นโค้ช และนายแถมสิน รัตนพันธ์ เป็นผู้จัดการทีม ทีมชาติ ไทยชุดบี (คิงส์คัพ พ.ศ. 2519) จำนวน 17 คน คือผู้รักษาประตู วศิน มาศพงศ์, พุทธิลัทธิ์ เอี่ยมพิทักษ์ กองหลัง ธวัชชัย อ่วมขาว, ธวัชชัย ศรีอภัย, กิตติโชค ภูมิวัฒนะ, ทวี โลหะวิจารณ์, ประพล พงษ์พานิช กองกลาง กวิน คเชนทร์เดชา, ชาญวิทย์ ผลชีวิน, อดุลย์ นิลธิรังค์, โสภณ กิจผลิต, สุทธิพงษ์ โกษากุล กองหน้า พงษ์ศักดิ์ สุขจิตต์, ดาวยศ ดารา, พิชัย คงศรี, บัณฑิตย์ โสถิโยธิน และบุญเลิศ เอี่ยวเจริญ (หัวหน้าทีม) มี นายประวิทย์ ไชยสาม เป็นโค้ช และน.ต. สมคิด ชิตประสงค์ เป็นผู้จัดการทีม

.............คิงส์คัพ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 15 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2519เนื่องจากชาติเอเชียส่งทีมร่วมทัวร์นาเม้นต์เพียง 5 ชาติ ดังนั้น พ.อ. อนุ รมยานนท์ นายกสมาคมฯ จึงแยกส่งนักเตะเจ้าภาพลงแข่งขัน 2 ทีม คือชุดเอ และชุดบี แบ่งเป็น 2 สาย คือสาย A มีทีมชาติเกาหลีใต้ (แชมป์เก่า), ทีมชาติสิงคโปร์ และทีมชาติไทยชุดเอ และสาย B มีทีมชาติมาเลเซีย, ทีมชาติบังคลาเทศ และทีมชาติไทยชุดบี วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ทีมชาติไทย เอ พบทีมชาติเกาหลีใต้ ท่ามกลางแฟนลูกหนังกว่า 30,000 คน นักเตะโสมขาวอดีตเจ้าของถ้วยคิงส์คัพ 6 สมัย เปิดฉากทักทายก่อนทางด้านปีกขวา (OUTSIDE RIGHT) เมื่อ ชา บุน กุม คอย กระชากหนี (ORERLAPPING) กองหลังเจ้าถิ่น ในขณะที่ "แม็ททริวเมืองสยาม" สมพร จรรยาวิสูตร ก็คอยก่อกวนแผง หลังอาร ีดังเช่นกัน น. 29 "ปีกซ้ายมหาภัย" เชิดศักดิ์ ชัยบุตร ยิงจังหวะแรกมุดมุมเสา 1 - 0 ทว่า น. 31 ซอย จอง คัก เข้าอัดบอล เสียบ คานบนคืนทันควัน 1 - 1 ครึ่งหลัง น. 71 จากลูกเตะมุม (CORNER KICK) ผู้เล่นพลังโสมสกัดไม่พ้นเขตอันตราย(CLEARANCE)
"ฮาฟอังกฤษ" วิทยา เลาหกุล จึงยิงสวนกลับกระแทกตาข่าย ทีมไทยคว้าชัยเหนือแชมป ์เก่าเกาหลีใต้ อย่างงดงาม 2 - 1

...............วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ทีมชาติไทย เอ พบทีมชาติสิงคโปร์ มีผู้ชม 15,000 กว่าคน ผ่านมาถึง น. 15 "สุภาพบุรุษนักเตะ" เจษฎาภรณ์ ณ พัทลุง ขึ้นโหม่งบอลจังหวะคอนเนอร์เป็นประตู 1 - 0 และเกมเล่นกันแค่ครึ่งสนาม ในแดน ทีมลอดช่อง นักเตะเจ้าบ้านทำสกอร์ได้อีกจาก สมพร น. 15, วิทยา น. 16 และสุรินทร์ เข็มเงิน ยิง "แฮตทริก" น. 34, น.36 และ น. 40 จบเกมทีมไทยถล่มสิงคโปร์ 6 - 0 วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ทีมชาติไทย บี แพ้ทีมชาติมาเลเซีย 0 - 1 วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ทีมชาติไทย บี ชนะทีมชาติบังคลาเทศ 2 - 0 ได้ประตูจาก ดาวยศ ดารา น. 17 และ น. 32

...............วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2519 รอบรองชนะเลิศ ทีมชาติไทยชุดเอ พบทีมชาติไทยชุดบี มีแฟนฟุตบอลประมาณ 1,200 กว่าคนเกมระดับชาตินัดแรกระหว่างนักเตะไทยสายเลือดเดียวกันจึงขนผู้เล่นสำรองลงสนามเป็นส่วนใหญ่ น. 4 โสภณกิจผลิต
(บี) เสียบสกัด จำเริญ คำนิล (เอ) บริเวณเขตโทษ แต่ เจษฎาภรณ์ (เอ) ยิงจุดโทษพลาด พุทธิลัทธิ์ เอี่ยมพิทักษ์ พุ่งรับเอาไว้ได้ ครึ่งแรก 0 - 0 น. 71 วีระยุทธ สวัสดี ซัดให้ชุดเอออกนำก่อน 1 - 0 น. 81 สมพร (เอ) กระโดดโขกสกอร์ 2 - 0 และ น. 83 พิชัย คงศรี (บี) ขึ้นโหม่งไล่ตามมาเป็น 1 - 2 แต่แล้วผู้ตัดสินนายวิจิตร เกตุแก้วกลับเป่านกหวีดยาวก่อนหมดเวลาจริงร่วม 10 นาที ทีมไทยชุดเอผ่านเข้าชิงเป็นสมัยที่ 5 จากผลงานที่ผ่านมา ทีมเจ้าถิ่นทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ คือครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2513) แพ้ เกาหลีใต้ 0 - 1, ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2514) แพ้ เกาหลีใต้ 0 - 1, ครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2515) แพ้ มาเลเซีย 0 - 1 และครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2517) แพ้ เกาหลีใต้ 1 - 3 รอบชิงชนะเลิศ

................ฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 9 วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ณ สนามศุภชลาศัยฯ ทีมชาติไทยพบทีมชาติมาเลเซีย ท่าม กลางแฟนลูกหนังรอบสนามกว่า 28,000 คน ขุนพลลุ่มเจ้าพระยาลงสนาม ด้วยเสื้อสีเหลืองกางเกงน้ำเงิน ในขณะที่ผู้เล่น เสือ เหลืองต้องสวมสีขาวทั้งชุด ทีมเจ้าบ้านเสียเปรียบสภาพอากาศ เพราะอยู่ฝั่งใต้ลม แต่ยังสามารถประคองเกม การเล่นกัน ได้ดี น. 32 เจษฎาภรณ์ ยิงมุมแคบลอดตัวนายทวาร ราชิด ฮัสสัน ซึ่งถล่ำออกมา ทีมไทยขยับนำก่อนครึ่งแรก 1 - 0 ต้นเกมของ ครึ่ง หลัง น. 49 "แบ็คหน้าผี" โช ชิน อัน ดาราเอเชียและกัปตันทีมมาเลย์ปาดลูกให้วัน ราซิด เตะกึ่งยิงกึ่งผ่านเข้าประตู ตีเสมอ เป็น 1 - 1 น. 62 วีระยุทธ ลงแทนศุภฤกษ์ ชีวะบุตร

...............กระทั่งหมดเวลาการแข่งขัน 90 นาที ช่วงเวลาพิเศษ น. 94 จำเริญ ลงแทนเชิดศักดิ์ แม้ว่านักเตะสองฝ่ายจะ พยายามบุกแลกตลอดเกมครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสกอร์จนจบเกม ทีมไทยเสมอมาเลเซีย 1 - 1 ทีมไทย ครองถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 9 เป็นสมัยแรก ร่วมกับทีมเสือเหลืองมาเลเซีย หลังจากต้องรอคอยความสำเร็จถึง 9 ปีเต็ม ขุนพลนักเตะแดนสยามจึงได้สัมผัสถ้วยอันทรงเกียรติใบนี้ และแฟนลูกหนังชาวไทยต่างพากันสมหวังทั้งประเทศ.

นายจิรัฏฐ์ จันทะเสน

นครปฐมดอตคอม