นักเลงฟุตบอลบุญแถม
นักเลงฟุตบอล
5 แผ่นดิน จิรัฏฐ์
จันทะเสน ผู้เขียนโครงเรื่อง สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอล ข้อมูล ........ประเทศสยาม
พุทธศักราช 2453 บุญแถม เด็กหนุ่มเมืองสิงผู้รักการเล่นกรีฑา (สมัยนั้นจะเรียก "กีฬา"
ว่า "กรีฑา") ต้องบากบั่นอุปสรรคหลายประการ กว่าจะได้รับการถ่ายทอดเชิงฟุตบอลจาก
มร.สมิธ ครูรับจ้างชาวอังกฤษ อดีตนักฟุตบอลสโมสรแอสตัน วิลล่า 11 แห่งกรุงลอนดอน
โดยเฉพาะเหตุการณ์นักเรียนเสียชีวิตเพราะการเล่นฟุตบอล ครูสมิธ จำต้องยุติการสอนฟุตบอล
ต่อเมื่อได้รับการเตือนสติจาก เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี จึงได้ข้อคิดว่า ควรต้องแบ่งแยกการเล่นฟุตบอลกับความรุนแรงออกจากกัน
การกลับมาฝึกสอนฟุตบอลอีกครั้งของ มร.สมิธ ทำให้บุญแถมในวัยสิบห้าปี นอกจากจะได้รับการบ่มแข้ง
ยังรู้จักคำว่า"น้ำใจนักกีฬา"ขณะเดียวกันก็มีฮวด เพื่อนเชื้อสายจีนและร่วมทีมฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบช่วยเป็นกำลังใจที่ดีตลอดมา
........
เมื่อย่างก้าวเข้าวัยหนุ่ม แถม ประภาสะวัต
(บุญแถม) กลายเป็นนักเลงฟุตบอลที่มีฝีเท้าเยี่ยม จนยากจักหาใครทัดเที่ยมสำหรับการเล่นตำแหน่งแนวหลัง
(กองหลัง) ในการแข่งขันฟุตบอลชิงโล่ของกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ ด้วยการพาทีมสัมผัสความสำเร็จ
ชนะเลิศหลายรายการ ตราบกระทั่งเข้าสู่โรงเรียนราชแพทยาลัย และได้ร่วมทีมราชแพทยาลัยลงแข่งขันฟุตบอลกับราชกรีฑาสโมสร
แถม จึงรับรู้ถึงความปราชัยเป็นครั้งแรก เมื่อต้องปะทะเพลงแข้งกับนักฟุตบอลชาวยุโรป
และอดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษอย่าง มร.วอลซ์ ที่มีการเล่นแข็งแกร่งและลูกโหม่งอันทรงพลัง
........แถมผู้เคยมีความมั่นใจ
จำต้องทบทวนการแข่งขันและการเล่นเป็นทีม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกีฬาฟุตบอล ทำให้เกิดพลังมุมานะที่จะมุ่งฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนนักฟุตบอลมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากสามารถผสมผสานการเล่นฟุตบอลกับทักษะการเล่นตะกร้อเข้าด้วยกัน จนมีสมญาว่า "กำแพงเมืองจีน"
ชื่อเสียงและความสามารถเป็นที่ประจักษ์และร่ำลือไปถึง มจ.สิทธิพร กฤดากร หนึ่งในกรรมการคัดเลือกคณะฟุตบอลสยาม
(ทีมชาติสยาม) ภายหลังการฝึกซ้อมอย่างหนักกว่า 3 วัน แถมได้รับการคัดเลือกให้เป็น
1 ใน 11 ผู้เล่นฟุตบอลสยาม อีกตั้งการได้พบกับ นายอิน หรือฉายา "คนรักษาประตูตาเดียว"
และกลายเป็นเพื่อนแท้ในเวลาต่อมา
........
บนเส้นทางการเป็นนักเลงฟุตบอลเอกของสยาม
(คำว่า "นักเลง"ในสมัยก่อน หมายถึงคนเก่งที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) แถม ต้องศึกษาการเล่นของคู่แข่งขันและการฝึกสมาธิ
เพื่อการควบคุมอารมณ์ของตนเอง โดยบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ คือการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติ
ณ ราชกรีฑาสโมสร หน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 6
ระหว่าง สปอร์ตคลับ กับ คณะฟุตบอลสยาม สำหรับสปอร์ตคลับผู้เล่นเป็นชาวอังกฤษทั้งหมดและยังเป็นทีมชาวยุโรปชุดเดียวที่ไม่เคยแพ้ทีมใด
มาก่อน ในที่สุดนักเลงฟุตบอลชาวสยามทั้ง 11 คน ก็สามารถเอาชนะชาวตะวันตก และมร.วอลซ์
ลงได้สำเร็จบนสนามของพวกเขาเอง
........๑๕
ปีต่อมา ภายหลังผ่าน "ยุคทองของฟุตบอลเมืองสยาม" หลวงกายวิภาคบรรยาย (แถม) กลายเป็นอาจารณ์สอนนักเรียนแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้วางตนจนเป็นที่เคารพและนับถือทั้งในวงการแพทย์และการกรีฑา รวมถึง ขุนประสิทธิ์วิทยาการ
(ศักดิ์ คุปตะวณิชย์) หรือ"อ้ายฮก" นักฟุตบอลปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ในพุทธศักราช 2473
ช่วงเปลี่ยนแปลงด้านการปกครองและวัฒนธรรม อีกทั้งการแพร่ขยายอิทธิพลบนดินแดน อินโดจีนของฝรั่งเศส
เนื่องจากการตกเป็นเมืองขึ้นจักรวรรดินิยมตะวันตกของประเทศเพื่อนบ้าน สยามประเทศต้องดำเนินนโยบายพัฒนาชาติและราษฎรให้ทันความเจริญแบบอารยะธรรมอย่างต่อเนื่อง
ก่อให้เกิดความเห็นแตกต่างทางความคิดระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
........
ในขณะที่กีฬาฟุตบอลมี พระเจริญวิศวกรรม
(เจริญ เชนะกุล) อดีตนักเรียนนอกจากประเทศอังกฤษเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นประหนึ่งว่าอดีตจะย้อนรอยให้ หลวงกายวิภาคบรรยาย ผู้ยึดมั่นที่จะแสดงความกล้าหาญแนวอนุรักษ์นิยมได้พิสูจน์คุณค่าของกีฬาฟุตบอล
เพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันก่อให้เกิดความสามัคคีของชาวสยาม ค้นพบปรัชญาของการกีฬา
คือการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด มิใช่อยู่ที่ความพ่ายแพ้และชัยชนะ
........
เมื่อผู้สำเร็จราชการอินโดจีนของฝรั่งเศส
มีหนังสือเชิญสยามให้ส่งทีมฟุตบอลไปแข่งขันระหว่างชาติ ณ สนามสปอร์ตคลับ เมืองไซง่อน
หน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 การลงสนามนอกถิ่นมาตุภูมิครั้งแรกของทีมชาติสยาม
หลวงกายวิภาคบรรยาย ในฐานะผู้ฝึกสอนจะต้องนำ ประสบการณ์ทั้งชีวิตปลุกจิตสำนึกเกียรติยศการรักชาติและการดำรงเกียรติภูมิ
นักเลงฟุตบอล "ตราพระมหามงกุฎ" การลงสนามเผชิญแข้งกับทีมผสมญวน-ฝรั่งเศส จะต้องปรากฏเป็นตำนานฟุตบอลเล่าขานของชนชาวเอเชียอาคเนย์
ตลอดกาล |