พระบรมราชานุสาวรีย์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   

   ในสังคมและวัฒนธรรมไทย สิ่งดีงามที่ได้เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง "ความกตัญญู" รู้คุณ และ "ความสำนึกในพระบรมโพธิสมภาร" ของสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งสยาม การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงฝังอยู่ในสายเลือดของลูกหลานไทยอย่างมั่นคงตลอดมา    

   หากแต่หลายครั้งที่ผ่านมาในวงการฟุตบอลบ้านเรา เมื่อขุนพลนักเตะทีมชาติไทยจะต้องลงสนามแข่งขันเพื่อชื่อเสียงของประเทศชาติ และเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ข่าวที่มักจะปรากฎอยู่เสมอระยะหลัง ก็คือ การยกขบวนไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วแต่ความเสื่อมใสของผู้บริหาร ผู้จัดการทีม หรือผู้ฝึกสอน เรื่องดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่ดีตามหลักจิตวิทยา การสร้างขวัญและกำลังใจ สำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าทำงานให้กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อาจควรต้องทบทวนถึงปฐมบทของทีมชาติไทย กับสิ่งอันควรพึ่งสักการะอย่างยิ่ง      

   พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว "พระผู้พระราชทานกำเนิดฟุตบอลสยาม" กษัตริย์ผู้ทรงโปรดเกล้าฯ จัดตั้ง "คณะฟุตบอลสยาม" หรือ "ทีมชาติไทย" พร้อมทั้งมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ "ตราพระมหามงกุฎ" ประดิษฐานอยู่เหนือลูกฟุตบอล เป็นเครื่องหมายการรักชาติของนักฟุตบอลทีมชาติไทย เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ก่อนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้ง "คณะฟุตบอลแห่งสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์" องค์กรที่ปัจจุบันเรียกว่า "สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์"

   ในปัจจุบันสมัย มีพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ที่สำคัญและประดิษฐาน ณ สถานที่อันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์กีฬาฟุตบอลของประเทศไทย รวม 3 แห่ง คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ทรงเครื่องแบบทหารบกเต็มยศ ณ ด้านหน้าสวนลุมพินี ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2485 ในอดีตของสวนลุมพินีนั้น เคยเกือบจะได้จัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติแบบทัวร์นาเม้นต์เป็นครั้งแรก คือหนึ่งในกิจกรรมของงาน "สยามรัฐพิพิธภัณฑ์" แต่ทว่ารัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน จึงทำให้งานดังกล่าวและการแข่งขันฟุตบอลต้องถูกยกเลิกลงกลางคัน ทำให้เวลาต่อมา "สนามสวนลุมพินี" หรือชาวพระนครเรียกว่า "สนามสวนสนุก" ได้กลายเป็นสนามแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภทถ้วยใหญ่ -ถ้วยน้อย และการแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสรของไทยกับสโมสรจากต่างประเทศ  ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จวบจนกระทั่งวงการลูกหนังไทย มี "สนามศุภชลาศัย  กรีฑาสถานแห่งชาติ"


  

   พระบรมราชานุสาวรีย์เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธ ณ วชิราวุธวิทยาลัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2505 รัชสมัยพระองค์เคยใช้เป็นที่ทำการของสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ นอกจากนี้ แผ่นจารึกของฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ดังกล่าว ยังมีข้อความที่น่าสนใจ อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ว่า
           "...เจ้าเหล่านี้ ข้าถือเหมือนลูกของข้า
     ส่วนตัวเจ้า เจ้าก็ต้องรู้สึกว่าข้าเป็นพ่อเจ้า
     ธรรมดาพ่อกับลูก พ่อย่อมอยากให้ลูกดีเสมอ
     ถ้าลูกประพฤติตัวดีสมใจพ่อ พ่อก็มีใจยินดี
     ถ้าลูกเหลวไหลประพฤติแต่ความเสื่อมเสีย
     พ่อก็โทมนัส ลูกคนใดที่ประพฤติตนเลวทรามต่ำช้า
     เป็นเหตุให้พ่อได้ความโทมนัส
     ลูกคนนั้นเป็นลูกเนรคุณพ่อ..."

       พระบรมราชานุสาวรีย์ทรงชุดเสือป่า ณ หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม รัชสมัยพระองค์ทรงใช้เป็นที่ประทับและซ้อมรบเสือป่า โดยสนามหญ้าด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์นั้น คือสนามแข่งขันฟุตบอลถ้วยทองนักรบ (พ.ศ. 2459 - 2468) พระองค์ทรงเป็นสภานายกคณะฟุตบอลถ้วยทองของหลวง จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468
   ดังนั้น ในกาลข้างหน้าผู้เกี่ยวข้องกับทีมชาติไทยจึงสมควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" อันถือเป็นมงคลชีวิตสูงสุดของผู้ที่ได้ชื่อว่า "นักฟุตบอลตราพระมหามงกุฎ" ทุกผู้นาม.

                                                                                                                                     

   ผู้เขียน จิรัฏฐ์ จันทะเสน.
นครปฐมดอตคอม